1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

“เสี่ยยักษ์” ขอปักธงเป็นแคมเปอร์”

เวลาคนถามผมว่า จะซื้อหุ้นอะไร ผมก็จะถามเขากลับว่า คุณรู้มั้ยหุ้นตัวนี้มีกำไรเท่าไหร่ พื้นฐานของหุ้น เจ้าของหุ้นเป็นไง หุ้นมีจุดขาดทุนตรงไหน คุณรู้แล้วหรือยัง ถ้าคุณยังไม่รู้ คุณไปดูก่อนแล้วค่อยมาถาม ผมดีกว่า คือผมอยากให้ทุกคนเป็นมืออาชีพ ผมเน้นมากเลย “เสี่ยยักษ์” ชื่อจริงของเขา “วิชัย วชิรพงศ์” นักเล่นหุ้นขาใหญ่ชื่อดัง ที่มักถูกนักเล่นหุ้นรายย่อยสอบถามถึงหุ้นที่เล่น เพื่อหวังจะเกาะกระแสเก็งกำไรตามด้วย

เสี่ยยักษ์บอกว่า การจะเล่นหุ้นประสบความสำเร็จได้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียนรู้ ซึ่งแต่ละคนจะสำเร็จจากตลาดหุ้นกันหลากหลายรูปแบบ และต้องดูตัวเองเหมาะกับสไตล์ไหน เพราะความเป็นจริงของตลาดหุ้นนั้น ทฤษฎีกับการปฏิบัติคนละเรื่องกันเลย และการเล่นหุ้นจะเป็นเหมือนแฟชั่นเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้าจับทิศทางไม่ถูกก็แพ้ กางตำราเล่นหุ้นยังแพ้ “ผมมาเล่นหุ้นใหม่ๆ เปิดเล่นตามตำราเลย ซื้อหนังสืออ่านวิธีเล่นหุ้น หุ้นพี/อีต่ำจะดี เล่นไปเล่นมาแพ้ฮะ คือ แฟชั่นมันไม่ใช่ เขาไปทะเลกันใส่กางเกงขาสั้น แต่เราใส่กางเกงขายาวรองเท้าบูต ไม่เข้าท่าคล้ายกับว่าคุณจะลงทุน แต่คุณไม่เป็นมืออาชีพ โอกาสชนะก็น้อย

ผมเล่นหุ้นเป็นจากการอ่านหนังสือไปซื้อจากตึกตลาดปี”25-26 ตลาดการลงทุนจะสอนไว้ว่า ทุกๆ รอบตลาดจะมีไครซิส ผมก็รอจนเกิดแบล็กมันเดย์ (ปี”30) ผมเข้ามาลงทุนเลย ตอนนั้นดัชนีต่ำมาก แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่มืออาชีพ กลัวเงินหมดมากกว่าได้ จึงไม่กล้าตัดสินใจตลอดเวลา ช่วงนั้นเอาเงินมาลงทุน 2.5 ล้านบาท ยุบไป 5 แสนบาท คนอื่น เพื่อน เสี่ยปู่ รวยกันหมด” เมื่อขาดทุนเงินหาย 20% ก็รู้สึกถอดใจและกลับไปทำงานที่บ้านโรงงานเส้นหมี่ที่อยุธยา แต่ได้ข้อคิดจากพี่ชายที่เป็นหมอว่า “ได้สู้เต็มที่แล้วหรือยัง ของอย่างนี้ต้องมีการจ่ายค่าเทอม” จึงตั้งใจว่าคนอื่นทำงานกัน 8 ชั่วโมง แต่ตัวเองจะขอทำซัก 10 ชั่วโมง ถ้ายังแพ้ก็จะขอสู้เป็น 12 ชั่วโมง จึงจุดประกายขึ้นมาทีละนิดๆ จึงอยากจะเน้นว่า “คนเราต้องใช้ความพยายาม” เสี่ยยักษ์เล่าว่า เพื่อนของภรรยาเป็นทันตแพทย์สนใจจะเล่นหุ้นมาก เพราะไม่อยากทำงานแล้ว โดยหวังว่าขอแค่ทำกำไรเพียง 5-10% เอาแบบแค่เล่นๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะคิดอย่างนี้กันเยอะมาก ซึ่งทางปฏิบัติจริงๆ ตลาดหุ้นไม่ได้ทีเล่นทีจริงด้วยนะ เวลากินทีกินรวบหมด ถึงแม้จะบอกว่าขอเอากำไรแค่น้อยๆ

แต่อีกมุมหนึ่ง มีเงาใหญ่ๆ ที่เขาไม่รู้ว่าคุณจะเอามากหรือน้อย ส่วนใหญ่จะโดนแบบนี้กันหมด เหมือนเวลาสึนามิมา มันรวบคุณหมดไม่รู้ตัว เจาะหาสไตล์เล่นหุ้น เสี่ยยักษ์บอกว่าการเล่นหุ้นต้องสไตล์ใครสไตล์มัน ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ช่วงนั้นเสี่ยสองเด่นสุด ใครไม่เล่นหุ้นเสี่ยสองก็ไม่มีทางรวย เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีกองทุน ไม่มีสถาบัน และต่างชาติไม่มาก แล้วผู้จัดการกองทุนเพิ่งจบใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ตลาดหุ้นมาก กองทุนซื้อหุ้น พื้นฐานเสร็จหมด แม้แต่หุ้นแบงก์ก็ไม่ขึ้นกัน แต่หลังเกิดไครซิสผ่านมา 10 ปี ดัชนีลงมา 200 กว่าจุด รายย่อยแมลงเม่าตายหมด เหลือแต่คนเก่งๆ และกองทุนมีประสบการณ์มากขึ้น ขณะที่ต่างชาติใหญ่ขึ้น ดัชนีขึ้นมาเป็น 400 จุด ช่วงนั้นมีหุ้นพลังงานเข้ามาอย่าง ปตท. ที่ปรับตัวขึ้นหลายร้อยเท่าในวันนี้ จุดเปลี่ยนการลงทุนเกิดขึ้นหลังตั้งข้อสังเกตได้ว่า หุ้นรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นมวลชน จะต่างกับหุ้นเอกชน ที่เจ้าของเข้ามาแล้วหวังเอาเงินออกไป ซึ่งไม่ใช่ระดมเงินตรงอย่างที่ตำราว่ากัน ถ้าไม่เชื่อลองไปดูหุ้นปั่นแต่ละตัว พอมีหุ้นพลังงานเข้ามา เลยจับตาลงทุนหุ้นนี้เลย อย่าง ปตท.เปิดจองที่ 35 บาท ช่วงนั้นไปจองที่ต่างจังหวัดเลย เพราะคนเล่นหุ้นน้อย ก็ขอเบอร์ 1 ทุกๆ อำเภอ อำเภอละ 1 ชื่อ ซึ่งได้หุ้น ปตท. มา 7 แสนหุ้น แต่ตอนหุ้นเข้าตลาดหุ้นก็มีแรงเทขาย จากรายย่อย โดยเขย่าราคาจน ปตท. เหลือ 28.75 บาท เพราะรายใหญ่เขาไม่ให้ได้กำไรไปง่ายๆ “ผมก็ขายนะ แล้วนำเงินไปเล่นหุ้นอื่นเรื่อยๆ แต่พอ ปตท.ขยับราคาถึงจุดจุดหนึ่ง เริ่มดีขึ้น ผมก็สั่งซื้อ ปตท.จริงๆ จังๆ อีกครั้งที่ 70 บาท ที่พูดตรงนี้ เพราะอยากโฟกัสว่า ต้องเล่นหุ้นดีมีพื้นฐาน ซึ่งตอนนั้นขึ้นมา 190 บาท รอบแรก ผมยังไม่ขายเลย ถ้าคุณจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น คุณต้องถือยาวให้ได้ แต่โดยธรรมชาติของตลาดมันเย้ายวน ทำให้อยากกำไร นี่คือสไตล์

เรามาเล่นหุ้นมวลชน มี 2 ตัว ปตท. กับ ปตท.สผ. เพราะเป็นหุ้นมหาชน” “ตั้งแต่นั้นมา พอร์ตใหญ่จะมีหุ้นพลังงาน ผมสำเร็จจริงๆ เลยจาก ปตท. และ ปตท.สผ. เป็นหุ้นขุนศึกคู่ใจ อย่างช่วงตลาดหุ้นขึ้นแรงรอบที่ผ่านมา โชคดีที่จับทิศทางตลาดถูก ที่หันมาเล่นหุ้นเกี่ยวกับคอมโมดิตี้อิงกับราคาตลาดโลก ก็เลยเล่นหุ้นเพียง 2 ตัวนี้ แฟชั่นปัจจุบัน คุณต้องเล่นหุ้นตามสถาบันต่างชาติ กองทุน คุณต้องเล่นหุ้นแบบนี้ถึงจะชนะได้ คุณจะยังไปติดเล่นหุ้นปั่นเดิมไม่ได้แล้วนะ เพราะปั่นก็แปลว่า ไม่จริง ของไม่จริง ปั่นขึ้นมาตีฟองขึ้นไปเรื่อยๆ” ทฤษฎีห่านบิน เสี่ยยักษ์ก็ยอมรับว่า ในช่วงเกิดปัญหาซับไพรมมองผิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ จึงได้หยุดเล่น ทำให้ไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตเลย ตอนหลังจึงมาวิเคราะห์เห็นวอแรนบัฟเฟด กล้าเข้ามาตั้งกองทุนแล้วรับซื้อหน่วยลงทุนราคาถูก ก็สะท้อนว่าความเสี่ยหายน่าจะจบที่จุดๆหนึ่ง จึงได้ข้อคิดว่า เวลาเกิดวิกฤตจากแอ็กซิเดนต์ ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวกลับได้เร็ว ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า จึงได้เปลี่ยน แปลงมุมมองทันที เผอิญหุ้นทั่วโลกก็ขึ้น ซึ่งตาม “ทฤษฎีห่านบิน” ถ้าห่านตัวหนึ่งบินขึ้นไป เดี๋ยวห่านตัวอื่นก็จะบินตาม พอห่านตัวไหนจอดก็จะจอดลงกันทั้งฝูง “หลังๆเราติดตามทฤษฎีห่านบิน พอห่านเริ่มบินเราก็บินด้วย ไม่ใช่บางคนยังแช่น้ำอยู่ บางคนบอกอย่าไปเล่นหุ้นตัวใหญ่ๆ เลย ที่จริงไม่ใช่นะ ผลตอบแทน ปตท.สผ. 20% เลยใน 2 อาทิตย์ช่วงนั้น ต้องมองภาพใหญ่ให้ออกว่า ราคาน้ำมันโลกขึ้นแน่ถึง 90 เหรียญ/บารเรล แล้วกราฟของน้ำมันชี้ว่ากำลังเริ่มตัดขึ้น เผอิญเราวิเคราะห์ถูก ตอนนั้นมีคนอื่นชวนเล่นหุ้นตัวนั้นตัวนี่ แต่ผมไม่เล่น พวกหุ้นเล็กหุ้นปั่นการเมืองก็เคยเล่นแล้ว โดนหมด นิสัยผมชอบถือหุ้นยาว ถ้าได้กำไรน้อยๆ ไม่เอา เลี้ยงหมูต้องเลี้ยงให้อ้วนๆ ไม่ใช่ซื้อมาจับขายเลย มันต้องเลี้ยงทีเดียว 90 กิโลเลย กำไรก็ต้องเยอะๆ ถึงจะชนะ ผมไปเล่นพวกนั้นผมขาดทุนตลอด” ที่สำคัญการเล่นหุ้นอย่างน้อยต้องมองภาพใหญ่ให้ออก อย่างเวลาเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี ถ้าจะเล่นหุ้นคุณต้องเล่นหุ้นที่อิงกับราคาสินค้าโลก เช่น หุ้นน้ำมัน เดินเรือ เพราะไม่มีใครกดหรือกำหนดราคาสินค้าโลกได้ เสี่ยยักษ์มองว่า การเล่นหุ้นในตลาดจะต้องใช้ฝีมือ 70% โชคชะตา 30% ซึ่งถ้าทุ่มเทศึกษาจริงๆ มีโอกาสชนะแน่ จึงอยากจุดประกายว่า ตลาดหุ้นมีโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า จะเล่นหุ้นยังไง จึงยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ให้คิดว่าตลาดหุ้นเป็นสินค้าที่จะซื้อเก็บ ซึ่งพอเปิดร้านโชห่วย ควรจะจ่ายสินค้าเข้าร้านตั้งแต่เข้าเพื่อไว้ขาย ซึ่งตอนเช้าของตลาดหุ้นก็คือช่วงที่ราคาหุ้นลงมากแล้วไม่ค่อยมีคนเข้ามาเล่น จะเป็นจังหวะซื้อหุ้น จนกระทั่งมีของเต็มร้าน ก็ให้รอจังหวะจ้องขายของออก แต่วันไหนเขาไม่ฮิตกัน ก็มองหาซื้อของเข้าร้านได้ ซึ่งอยากให้คิดเป็นหลักการค้าอย่างนี้เวลาเล่นหุ้น

“ปกติผมจะซื้อหุ้นตั้งแต่เช้าตี 4 ตี 5 เนื่องจากทุกคนบอกว่า ตลาดหุ้นผีดุ แล้วคนเจ๊งหุ้นก็เพราะเจอผี ซึ่งคำพูดตรงนี้หมายถึง ปกติราคาหุ้นจะมีรอบวัฏจักรขึ้นแล้วก็ลง ดังนั้นถ้าจะซื้อหุ้นต้องซื้อก่อนคนอื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพราะเป็นช่วงที่หุ้นราคาถูก คนที่เจ๊งเขาขายออกมากันแล้ว แต่ถ้าเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงบูมๆ ก็เท่ากับว่าเข้ามาซื้อหุ้นตอนช่วงที่ขึ้นไปสูง อย่างนี้มีสิทธิ์เจอผีหลอกได้ เพราะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงใกล้ช่วงเวลาตี 2 ตี 3 แล้ว จำไว้เลย เล่นหุ้นต้องมีคนตาย”

ขอปักธงเป็นแคมเปอร์

เสี่ยยักษ์ยอมรับว่า เวลาเล่นหุ้นจะเครียดและจริงจัง และใช้สมาธิอย่างมาก จะเงียบเลยในห้องเทรดของตน เพราะถ้าวันไหนล่นหุ้นไม่จริงจังก็จะแพ้ ซึ่งบางทีหุ้นลงทำอะไรไม่ได้ แต่ตรงนี้ยังไม่เครียดเท่าหุ้นขึ้น เพราะต้องมานั่งวางแผนจะเล่นอย่างไรดี และต้องเปิดตำราเล่มไหนมาสู้ ซึ่งเป็นเรื่องยากจริงๆ และเวลาเล่นหุ้นกลับบ้านแล้วจะต้องจดไดอะรี่เขียนกลยุทธ์ไว้ว่าเล่นหุ้นวันนี้แพ้เพราะอะไร เก็บเป็นตำราเลย “อย่างเมื่อ 2-3 วัน ผมเก็บไดอะรี่เล่มเก่ามาอ่าน เพราะหุ้นที่เล่นมันเข้าทางเดิม ก็รู้สึกเหมือนเคยแพ้มา คือ ในช่วงหุ้นขึ้นมา 20% ปตท.สผ. ขึ้นมา 20% ผมต้องทำยังไงดี ในตำราผมเขียนเลย ถ้าในระยะเวลาอันสั้น เมื่อไหร่ที่หุ้นขึ้นมาถึง 20% ให้ทยอยขายทิ้ง นี่หมายถึงตำราของแต่ละคน อย่างน้อยไดอะรี่จะมีเร็กคอร์ดส่วนตัว คุณจะได้จำความรู้สึกมันเสียเปรียบนะ ดีที่ผมรีบกลับไปดู ถ้าขึ้นมาเร็วๆ ขนาดนี้ ต้องทยอยขายดีกว่า ผมเลยขายไปเรื่อยๆ จนหมด แต่ถามว่าปรับตัวลงจะเล่นอีกไหม ก็เล่นอีก ตอนนี้รอปรับตัวลงอยู่” สำหรับขนาดพอร์ตลงทุน เสี่ยยักษ์บอกว่า “พอร์ตตอนนี้สูงสุดแล้ว บอกแค่ว่ามีเยอะละกัน ผมมีอิสระภาพทางการเงิน อยากใช้ได้ใช้ ไม่ต้องคิดมากวันนี้”

ที่ผ่านมาช่วงเล่นหุ้นใหม่ๆ พอพอร์ตโตขึ้นจะบอกครอบครัวว่าหากพอร์ตโตถึง 100 ล้านจะซื้อรถเบนซ์ ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้า ซึ่งจะตั้งเป้าใหม่ว่าถ้าถึง 300 ล้านบาท จะซื้อรถสปอร์ต ในที่สุดก็ทำได้ และที่อยากได้คือรถเฟอร์รารี่สีแดง 20 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าว่าถ้าพอร์ตได้ 600 ล้านบาท ก็จะซื้อแล้วก็ได้จริงๆ “ที่พูดไม่ใช่จะบอกว่าฟุ่มเฟือย แต่จะบอกว่า เวลามีกำไรเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปใช้ ให้เก็บไว้ก่อน เหมือนเลี้ยงหมูให้อ้วนๆ หรือต้นไม้เลี้ยงไว้โตๆ ถึงค่อยแยกกระถางค่อยๆ ปล่อยให้โตไปเรื่อยๆ ก่อน ไม่ใช่ว่าตัดดอกเลย ผมเห็นบางคนหนุ่มๆ เล่นหุ้นมากำไร 3 ล้านซื้อนาฬิกาเรือนละ 7 แสน ไม่ได้ พอมีค่อยขยับจะดีกว่า แล้วถามเราไปกู้ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะอาชีพเล่นหุ้นเสี่ยงมากจริงๆ” วันนี้ถนนเล่นหุ้นของเสี่ยยักษ์เล่าว่า ได้ปีนขึ้นมาถึงยอดเขาลูกหนึ่งที่พอใจแล้ว ก็จะขอปักธงตั้งแคมป์ตรงนี้แล้ว เพราะอยากพักผ่อนหาความสุข ซึ่งตอนนี้ก็มีจัดสรรเงินไปลงทุนที่ดินด้วย บ้านพักตากอากาศที่ครบครันหลังใหญ่ “ชีวิตของคนมีหลากหลายรูปแบบ บางคนก็สู้ต่อไป บางคนก็ไม่สู้พอแล้ว ส่วนของผมก็เป็นแคมเปอร์ ขึ้นถึงยอดเขาลูกนี้ก็พอแล้ว อยากพักผ่อน แต่ก็มีบางคนที่ยังต้องการจะปีนต่อไป พอเขาพักหายเหนื่อย ก็ปีนไปยอดเขาอื่นๆ อีกอย่าง วันนี้ความเป็นนักฆ่าผมหายไป killer instint คุณต้องมีนะ เมื่อก่อนผมทำการบ้านขยันตลอดเวลา แต่ตอนนี้ผมไม่ใช่แล้วนะ รักสบาย เหลือแต่ชั้นเชิง แต่ความรู้ใหม่ๆ เราไม่มีแล้ว กลางคืนพวกเด็กหนุ่มเขาแขตในเซตเทรด แต่ผมไม่มีแล้ว ความสดไม่มี เมื่อไหร่ที่ไม่มีตรงนี้ คุณสู้เขาไม่ได้”

เสี่ยยักษ์ทิ้งท้ายว่า ด้วยอายุกว่า 50 ปีก็ไม่ขออะไรมากไปกว่าเห็นความสุขความสำเร็จของลูกหลาน ซึ่งตอนนี้ก็มีหลานเข้ามาเล่นหุ้นประสบความสำเร็จ ต่อไปก็ว่าจะให้ลูกลองเข้ามาเล่นหุ้นซัก 1 ล้านบาท ให้เข้ามาเรียนรู้หาประสบการณ์ในชีวิตจริงๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นว่าของจริงโหดร้ายแค่ไหน

ติดตามอ่านบทความชุด กูรูหุ้นพันล้าน ตอนที่ 1-27 ได้ในเวปไซต์ครับ

เนื้อหาที่หลายคนอ่านต่อ

เนื้อหาน่าสนใจ

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...